หนังสั้นๆฝันยาวๆ

 

คงเพราะได้ทำงานสำหรับเด็กๆอยู่บ้าง จึงมีแรงดึงดูดให้ถูกชวนไปร่วมงานประชุมเกี่ยวกับการทำโทรทัศน์เพื่อเด็กๆ ณ.กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ
บางเวลาที่อุปสรรคด้านภาษา ส่งผลให้ประชุมไปก็ไม่เข้าหัว ฟังไปก็ไม่เข้าใจ เราปลีกตัวออกมาค้นหาวีดีโอรายการสำหรับเด็กจากหลายๆประเทศ ซึ่งผู้จัดงานจัดสรรไว้ให้เลือกลิ้มชิมชม
ไม่ยากเลยที่จะหาเรื่องที่ได้รับรางวัล เพราะเขาแบ่งหมวดแยกประเภทไว้ให้แล้ว
หลังจากดูรายการหลากหลาย ก่อนลาลองเลือกวีดีโอหนังสำหรับเด็ก มาสามเรื่อง คัดเฉพาะที่ได้รางวัลการันตี
ถามกันเองว่า อยากดูรางวัลไหนก่อน
มติว่าเอารางวัลที่สามก่อนก็แล้วกัน เหมือนประกวดนางงาม เก็บรางวัลชนะเลิศไว้ทีหลัง

รางวัลที่สามดูเหมือนจะเป็นหนังเด็กๆจากประเทศโปแลนด์ ความยาวราวๆสิบห้านาที
เรื่องเริ่มในห้องของเด็กหญิงคนหนึ่ง ซึ่งประดับประดาห้องนอนด้วยรูปสุนัขทั้งห้อง ตั้งแต่ภาพแขวนข้างฝา ผ้าห่ม ชุดนอน กระทั่งรองเท้าก็เป็นหัวสุนัข
วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ
คุณแม่เอาตะกร้ามาวาง เธอนึกถึงภาพหมาตัวน้อยๆน่ารัก คิดในใจว่า พ่อกับแม่คงจะซื้อหมาให้เป็นของขวัญ แต่เธอต้องตกตะลึง งงงัน เมื่อเปิดตะกร้าออกมา เป็นเจ้าแมวเหมียว ร้องเมี๋ยว เมี๋ยว
มันมองหน้าเธอ เธอเบือนหน้าหนี
พ่อแม่อวยพรวันเกิดแล้วจากไป เธอหิ้วตะกร้า มาไว้ในห้อง จะวางตรงไหน ก็ได้ยินเสียงมันร้องเมี๋ยวๆ ดังไปทั่วทั้งห้อง เธอรู้สึกรำคาญเสียงร้องเมี๋ยวๆของมันอย่างออกนอกหน้า วางตรงไหนก็มีแต่เสียงเมี๋ยวๆ
เธอสุดจะทน จึงถือตะกร้าลงจากบ้าน จะเอาไปไว้ไหนดี สีหน้ามีแววกังวล
จังหวะที่รถเมล์คันหนึ่งวิ่งมาจอดป้าย ประตูรถเปิดออกอัตโนมัติ เธอวางตะกร้าทั้งใบตรงขั้นบันไดขั้นรถเมล์
รถเมล์ปิดประตู เคลื่อนจากไป หนูน้อยโล่งใจ เดินมาจากป้ายรถเมล์ ด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม

เสียงแมวร้องเมี๋ยวๆ ๆๆๆๆค่อยๆจางห่างออกไกลออกไปทุกที
เธอกลับบ้านมานอนพัก และเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา พ่อแม่เข้ามาทักทาย เธอพูดไม่ได้ เสียงพูดของเธอหายไป กลายเป็นเสียงร้องเมี๋ยวๆเหมือนแมว
พ่อแม่พี่น้อง ต่างก็วิตกกังวล ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ทุกคนงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่ร้านอาหาร พ่อแม่เปิดเมนู คนอื่นๆสั่งอาหารเป็นภาษาคน แต่สาวน้อย ต้องสั่งเป็นภาษาแมว พ่อแม่พยายามช่วยกันฟัง ไม่รู้ว่าลูกสาวอยากได้อะไร แต่จับอารมณ์ จากสีหน้าท่าทาง จนกระทั่งรู้ว่าลูกอยากทานอะไรกันแน่
ในไม่ช้าไม่นาน ครอบครัวนี้ก็สามารถที่จะสื่อสารกันได้ แม้ว่าลูกสาวจะพูดภาษาคนไม่ได้ แต่ถ้าเพียงพ่อแม่พยายามจะฟัง พยายามจะสังเกต อากัปอาการ ก็ไม่ยากเลยที่จะรับรู้ความต้องการ จริงๆของเด็ก
(ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พ่อแม่ไม่เคยรับรู้ ถึงความต้องการจริงแท้ของลูก เหมือนที่พ่อแม่ซื้อแมวให้ทั้งๆที่จริงๆเธอชอบหมามาก)
เรื่องยังไม่จบแค่นี้
ในขณะที่เธอกำลัง ร้องเมี๊ยวๆเมี๋ยวๆ สนุกสนานกับการวิ่งเล่นไล่ลูกโป่ง กับเพื่อนพ้องด้วยความเพลิดเพลิน พลันก็มีเสียงเห่าของสุนัขตัวใหญ่ เห่าบ็อค บ๊อค ข่มขวัญ มันคงเป็นอริกับแมว เมื่อมันได้ยินเสียงเมี๋ยว ๆ จึงออกมาจากมุมเพื่อไล่งับเจ้าเด็กน้อยเสียงเหมือนแมว
เด็กน้อยร้องเหมี่ยวๆ วิ่งหนีหมาตัวโตกระเซอะกระเซิง วิ่งไปจนกระทั่งมาจนมุมที่ป้ายรถเมล์ จังหวะเดียวกับที่ ประตูรถเมล์อัตโนมัติเปิดออกมา ภาพคล้ายตอนที่เธอเอาแมวมาวางตรงบันได แต่คราวนี้เป็นเธอที่วิ่งหนีหมาขึ้นบันไดรถเมล์คันเดิม
แล้วรถเมล์ก็วิ่งออกไป ไปยังเมืองซึ่งเธอไม่เคยไป
จนกระทั่งรถเมล์สุดสาย เธออธิบายใครๆไม่ได้ ว่ามาจากไหน จะไปไหน ไม่มีใครเข้าใจภาษาแมวที่เธอพูดออกมา สีหน้าเศร้าสร้อย
จนเวลาใกล้ค่ำ ขณะที่เธอนั่งเศร้าด้วยความคิดถึงบ้าน ร้องไห้ออกมาเป็นเสียงเมี๋ยวๆ บัดนั้นมีเสียงแมวร้องรับเสียงร้องของเธอ
แมวตัวที่เธอเกลียดนั่นเอง มันเดินไต่กำแพงมาหา และชักชวนพาเธอไต่หลังคาจนกลับถึงบ้าน

พ่อแม่ดีใจนักหนา ที่ลูกกลับมา และเป็นที่น่าแปลกใจเมื่อเธอและแมวกลับมา เธอพูดภาษาคนได้แล้ว
หนังจบลง ด้วยฉากสุดท้าย คือภาพของเด็กน้อยที่ขึ้นไปร้องเพลงกับแมวตัวโปรดบนหลังคา และเพลงที่ร้องออกมา ก็เป็นภาษาแมว
เสียงเพลงเมี๋ยว เมี๋ยว เมี๋ยว ก้องกังวาน

ไม่รอช้า เรารีบคว้าวีดีโอ เรื่องที่ได้รางวัลที่สอง มาเปิดดูด้วยใจจดจ่อ

รางวัลรองชนะเลิศ เป็นหนังสั้นๆจากประเทศบราซิล

เรื่องเริ่มที่เพิงเล็กๆบนเนินเล็กๆในชุมชนแออัด
แม่บ้านตัวโตผิวดำมะเมี่ยม แสดงสีหน้าดุๆ ในขณะที่เด็กชายตัวน้อยๆ ค่อยๆแอบเอื้อมมือหยิบฝาหม้อ ซุกซ่อนไว้ข้างหลัง แล้ววิ่งหนีออกจากบ้าน
ดนตรีลาตินเริ่มบรรเลง เด็กน้อยวิ่งปุเลงไปตามหมู่บ้าน ภาพสวยๆถ่ายทำให้เห็นสภาพในชุมชน มีน้ำนอง น้ำขัง บ้านผุพัง เล้าเป็ดเล้าไก่ที่เลี้ยงไว้ หนูน้อยวิ่งผ่านมุมต่างๆ จนเราเห็นสภาพชุมชนนั้นพอสังเขป
ก่อนจะออกพ้นจากเขตหมู่บ้าน หนูน้อยตาไวเหลือบไปเห็นถ้วยชามที่วางตากแดดรอแห้งอยู่กองใหญ่ ไม่รอช้าเจ้าหนูขี้ขโมยแอบปีนรั้วผุพังเข้าไป ลากเอาฝาหม้อมาอีกฝา แต่คราวนี้ความรีบร้อนทำให้มือน้อยๆไปโดนถ้วยโถโอชามอื่นๆที่วางซ้อนไว้ร่วงกราว เจ้าของบ้านหลังนั้นจึงรีบวิ่งตามจะเอาฝาหม้อคืน
ดนตรีเร่งเร้า สองคนวิ่งไล่ตามกัน และไม่ช้าคนอื่นๆที่เห็นเหตุการณ์รวมถึงตำรวจท้องที่ก็วิ่งตามเป็นขบวน เจ้าหนูน้อยจอมขโมย ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งแบบไม่คิดชีวิต วิ่งฝ่าสนามฟุตบอลกีฬาโปรดของผู้คนละแวกนั้น เขาเตะฟุตบอลที่กลิ้งมาเข้าเท้าพอดี แล้วรีบวิ่งตัดสนามหญ้า ไปที่สนามกลางหมู่บ้าน ได้ยินเสียงดนตรีครึกครื้นดังมาจากบนเวที
บนเวทีสาธารณะที่ทำขึ้นง่ายๆมีวงดนตรีเด็กๆกำลังแสดงให้ชาวบ้าน ชม
เด็กน้อยวิ่งฝ่ากลุ่มคนดู กระโดดผลุงขึ้นไปบนเวที
จังหวะที่เด็กน้อยขึ้นไปยืนหอบ พอดีกับ จังหวะของดนตรีที่เล่นมาถึงท่อนสำคัญ
เครื่องดนตรีทุกชิ้นเว้นจังหวะหยุด เด็กน้อยเอาฝาหม้อสองฝากระทบกันเสียงดัง “แฉ๊บ “
นักดนตรีตัวน้อยวิ่งมาทันเวลาพอดิบพอดี
ผู้คนทั้งโขยง ที่วิ่งตามมา ชะงักงัน หยุดดูการแสดงดนตรี และรื่นรมย์ไปกับการแสดงดนตรีวันนั้น โดยมีเจ้าหนูใช้ฝาหม้อเป็นเหมือนเพอกัสชั่นประกอบเพลง

ตอนลงจากเวทีเจ้าหนูเอาฝาหม้อคืนเจ้าของ แต่เจ้าของประทับใจในการแสดง จึงยอมยกฝาหม้อให้ไม่เอาคืน คล้ายจะให้เผื่อไว้เวลาไปแสดงคราวหน้าจะได้ไม่ต้องมาขโมยใหม่
ตะวันยานเย็นสะท้อนแสงสีส้ม ผ่านเพิงบ้านบนเนิน เด็กน้อยค่อยๆย่องกลับบ้าน อาการกล้าๆกลัวๆ
เงาของผู้หญิงร่างยักษ์ยืนเท้าสะเอวรอการกลับมาของเจ้าเด็กน้อย
เจ้าหนูค่อยๆย่องเข้าไปทีละน้อย พอแม่เงื้อมือหมายจะตี เจ้าหนูยกฝาหม้อสองฝายื่นส่งให้ราวกับว่าเมื่อแรกหยิบไปหนึ่ง แต่ตอนนี้ได้แถมกลับมาเป็นสอง
มือที่ยกออกมาหมายจะทุบลูก เปลี่ยนเป็นกิริยาโอบกอด พาลูกเล็กเข้าเพิงน้อยๆ
หนังสั้นๆจบสนิท เป็นหนังที่ไม่มีบทพูดเลยสักคำ แต่กลับทำให้เราเกิดคำถามขึ้นมากมายในใจ
ทั้งอึ้ง และตื้อตัน ลึกลงไปกว่านั้นคือ อิ่มเอมใจที่ได้ชม
สมกับเป็นภาพยนตร์ที่คู่ควรกับการได้รับรางวัล
แต่นี่แค่รางวัลที่สอง แล้วรางวัลที่หนึ่งมันจะเป็นอย่างไร อดไม่ได้ที่จะคาดหวัง ว่ามันจะดีเด่นขนาดไหน
อย่ากระนั้น
ยัดวีดีโอ ม้วนที่คว้ารางวัลชนะเลิศของปี
คราวนี้กลับกลายเป็นหนังที่พล็อตเรื่องและการถ่ายทำแสนจะธรรมดา
เป็น เรื่องของเด็กที่เก็บกระเป๋าสตังค์ได้แล้วจะเอาไปคืน
โถ….พล็อตเรื่องพื้นๆแค่นี้

หนังเริ่มง่ายๆ เด็กคนหนึ่งเดินไปที่ร้านค้า เธอมีสตางค์ไม่กี่เหรียญ ซื้อขนมได้นิดหน่อย เธอถือถุงขนมค่อยๆทานทีละน้อย ตอนเดินกลับบ้านเธอมองเห็นกระเป๋าสตางค์ตกอยู่กับพื้น
เธอเดินผ่านไป เดินผ่านไปก่อน แล้วย้อนมองกระเป๋า
มีเสียงก้องดังขึ้นมาว่า อย่าไปเอาของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรา
เธอเดินต่อไป แต่เสียงในใจเธอเองดังขึ้นบ้าง แล้วถ้าเจ้าของเขาหาไม่เจอละ
เธอกลับมาเก็บกระเป๋า เปิดดู พบเงินมากมายทั้งเหรียญและแบ๊งค์

เธอถือกระเป๋าสตังค์ที่เก็บได้กลับบ้าน รีบมาบอกพ่อ ซึ่งนอนอยู่บนโซฟา มือหนึ่งคีบบุหรี่ อีกมือถือรีโมทจอทีวี
“พ่อหนูเก็บกระเป๋าสตางค์ได้ “
พ่อกำลังดูบอลอยู่ ชำเลืองมองนิดหน่อย “โชคดีของแก” พ่อว่า แล้วหันไปดูทีวีต่อ
“แต่หนูอยากเอาไปคืนเจ้าของ พ่อช่วยโทรบอกตำรวจให้หน่อยสิ”
“ตำรวจงานเขาเยอะ อย่าไปสร้างความยุ่งยากให้เขาเลยน่า” พ่อว่าแล้วลุกขึ้นโทรศัพท์ ตาดูโทรทัศน์
“แต่พ่อคะ หนูเปิดดูแล้ว มีเบอร์โทรศัพท์เขาด้วย เราโทรไปบอกเขาดีไหม”
“แล้วแต่เแก” พ่อว่า แล้วคุยโทรศัพท์ต่อไม่สนใจใยดี

เด็กน้อยออกมาที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะนอกบ้าน
เธอไม่มีเหรียญเพราะซื้อขนมไปตอนแรกหมดแล้ว ดังนั้นจึงเปิดกระเป๋าสตางค์ที่เก็บได้ หยิบเหรียญออกมาเหรียญนึง วางกระเป๋าไว้แล้ว กดเบอร์โทรหาเจ้าของ
ใบหน้าเธอดีใจ ปากบอกที่อยู่บ้านของเธอ เพื่อจะให้เจ้าของมาหา
อารามดีใจ เธอเดินออกมาจากตู้ลืมหยิบกระเป๋าสตางค์ที่วางไว้

ลมหายใจคนดูแทบหยุด ”ลืมๆๆกระเป๋า “ ผมเผลอพูดออกมา เหมือนจะบอกให้เธอได้ยิน

มีผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินสวนเข้ามาที่ตู้โทรศัพท์
“ซวยแล้ว” ผมอุทาน
ผู้ใหญ่คนนั้นมองเห็นกระเป๋าสตางค์ ภาพในหัวใจที่มองโลกในแง่ร้ายของคนดูอย่างเราๆเห็นภาพผู้ใหญ่คนนั้นเก็บกระเป๋าสตางค์นั้นไป

แต่หนังเรื่องนี้ไม่สร้างอย่างที่เราคิด หนังคงอยากบอกว่าผู้ใหญ่ในโลกนี้ที่ดีดีก็มี
ผู้ใหญ่ในหนังคนนั้นตะโกนเรียกเด็กน้อย “หนู จ๋า หนูลืมกระเป๋าสตางค์ “
เด็กน้อยย้อนมาเอา “ไม่ใช่องหนูหรอกคะ มีคนลืมไว้อีกทีหนูกำลังจะเอาไปคืนเขา”

เธอถือกระเป๋าไว้แน่น กลับไปบ้านรอ เวลาที่เจ้าของจะมาเอากระเป๋าคืน
เสียงกริ่งดัง หนูน้อยออกไปเปิดประตู พ่อของเด็กออกไปยืนอยู่ด้วย
“ขอบคุณมากจ๊ะหนู “ เจ้าของเปิดกระเป๋าดู “ เงินยังอยู่ครบ”
“เอ๋อ…ไม่ครบหรอกคะ หนูได้หยิบเอาไปโทรศัพท์เหรียญนึง “
“อ๋อไม่เป็นไร ฉันก็ไม่รู้จะให้อะไรตอบแทนความมีน้ำใจของหนู “
เธอหยิบแบ๊งค์ย่อยๆยื่นให้หนูน้อย หนูน้อยรับมาไว้ ใบหน้ายิ้มรื่น
ถ้าจบแค่นี้ หนังเรื่องนี้อาจไม่ได้รางวัลสำคัญ
“และ… ดอกไม้ช่อนี้ “” เธอเอามือหยิบช่อดอกไม้ช่อสวยอีกช่อมายื่นให้คุณพ่อ
“ดอกไม้นี้ สำหรับคุณพ่อ…..ที่สอนให้ลูกๆเป็นคนดี”

หนังจบลงที่เด็กเอาเงินไปหยอดกระปุกออมสิน ในขณะที่พ่อวางดอกไม้ไว้บนโต๊ะ แม่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ คว้าดอกไม้ แล้วบอกว่า
“ขอบใจมากจ๊ะที่รัก ที่เตรียมดอกไม้สวยๆไว้ให้ฉัน”

อยากขนวีดีโอนี้มาให้เด็กไทยและผู้ใหญ่ได้ดู แต่ทำไม่ได้
ทั้งอยากขนรางวัล อีกกระสอบ ไปให้คนทำหนังเรื่องนี้ ขอบใจที่เขาสร้างหนังดีๆให้เด็กและโลกได้ชม

หนึ่งความเห็น

  1. แนท จุมพล

    อ่านแล้วชอบทั้งสามเรื่องค่ะ เรื่องที่ได้ที่หนึ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ พล็อตเรื่องง่ายก็จริง แต่เป็นเชิง positive psychology มาก ขอบคุณที่เอามาเล่าให้ฟังนะคะ

แสดงความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*